สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ทรงให้คนไทย ‘เพาะเลี้ยงปลาสายพันธุ์นี้’ ปัจจุบัน ขายได้กิโลละ 50,000 บาท

ไม่พลาดข่าวสาร กดแอดไลน์ ติดตามเรา

เพิ่มเพื่อน

โดยปลาพันธุ์นี้มีชื่อว่า ปลาสเตอร์เจียน ซึ่งปลาสายพันธุ์นี้เป็นปลาที่ออกไข่ มาเป็นไข่ปลาคาเวียร์โดยจะขายในกิโลกรัมละ 50,000 บาท และต้องใช้เวลาเลี้ยงนานถึง 8 ปีกว่าปลามันจะวางไข่และในช่วงฤดูที่ผสมพันธุ์อันเหมาะสมนั่นก็คือเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคมและในตอนนี้ประเทศไทยก็สามารถเพาะเลี้ยงได้แล้วโดยมีการเพาะเลี้ยงที่ อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่

ซึ่งเริ่มแรกในประเทศไทยก็ได้มีการทดลองเลี้ยงปลาสเตอร์เจียน ในโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านนามนตำบลเมืองแหงอำเภอเวียงแหงจังหวัดเชียงใหม่

และเมื่อปีพ.ศ 2548 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงได้มีพระราชดำริให้กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดำเนินหาแนวทางพัฒนาการเลี้ยงปลา สเตอร์เจียนบนพื้นที่สูงเพื่อที่จะส่งเสริมให้ประชาชนและชาวเขาเผ่าต่างๆได้มีอาชีพเลี้ยงตัว…

คุณสมพร กันธิยะวงศ์ นักวิชาการประมงปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เขต 1 (เชียงใหม่) ก็ได้มีการเล่าถึงความเป็นมาของโครงการนี้ว่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงมีพระราชเสวนาให้กรมประมงหาพันธุ์ปลาที่สามารถเลี้ยงได้บนดอยหรือที่อากาศหนาวเย็นได้เพื่อต้องการสร้างอาชีพให้กับประชาชนสร้างช่องทางการทำมาหากินให้กับชาวเผ่าเพราะปกติแล้วพื้นที่บนดอยที่มีอากาศหนาวจะไม่ค่อยมีใครเลี้ยงปลากันเพราะน้ำจะเย็น

จึงทำให้ศูนย์วิจัยพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเขต 1 จังหวัดเชียงใหม่ได้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อหาพันธุ์ปลาที่เหมาะสมกับสภาพอากาศอันหนาวเย็นบนดอยและก็พบว่า ปลาสเตอร์เจียน เป็นปลาที่เหมาะสมและตอบโจทย์มากที่สุดเพราะเป็นปลาที่ชอบน้ำเย็นเป็นอย่างมากจึงถือโอกาสได้นำปลาชนิดนี้นำเข้ามาจากต่างประเทศนั่นก็คือเยอรมันกับรัสเซีย

ซึ่งแน่นอนว่าปลาชนิดนี้ถือเป็นอะไรที่ใหม่มากๆ สำหรับประเทศไทยและยังไม่มีการเพาะเลี้ยงแบบแพร่หลาย เพราะมีข้อจำกัดของสภาพอากาศและอุณหภูมิน้ำที่ใช้เลี้ยงปลา ซึ่งเรียกได้ว่าถ้าหากบ้านไม่ได้อยู่บนดอยก็หมดสิทธิ์กันไปเลยและข้อจำกัดนี้ทุกคนก็คงเข้าใจว่าต้องเลี้ยงยากแน่ๆอีกทั้งยังเป็นพันธุ์ปลาก็มาจากต่างประเทศอีกด้วย

แต่แท้จริงแล้วการเลี้ยงปลาชีวิตนี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิดแต่จะต้องใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงยาวนานถึง 8 ปีมาถึงจะเริ่ม วางไข่โดยพวกมันจะเริ่มเพาะพันธุ์ในช่วงใกล้หมดฤดูหนาวและเข้าสู่ฤดูฝนหรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคมซึ่งถือว่าเป็นเดือนที่เหมาะสำหรับการเพาะพันธุ์มากที่สุดและการเพาะพันธุ์นั้นก็จะใช้วิธีการฉีดกระตุ้นด้วยฮอร์โมนหรือวิธีการผสมเทียมนั่นเอง

 

วิธีการเลี้ยง

วิธีการเลี้ยงนั้นไม่ได้มีขั้นตอนยุ่งยากแต่อย่างใดเพราะปานนี้ไม่มีโรคแต่มีข้อจำกัดอย่างนี้อย่างเดียวก็คืออุณหภูมิน้ำนั่นเองซึ่งปลาสเตอร์เจียนชอบน้ำเย็นเป็นอย่างมาก และอุณหภูมิน้ำที่ใช้เลี้ยงนั้นจะต้องอยู่ระหว่าง 12 ถึง 20 องศาเซลเซียสเท่านั้นถ้าหากเกินนี้จะทำให้ปลาเครียดไม่กินอาหาร

สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงก็จะเป็นอาหารเม็ดลอยน้ำโดยมีโปรตีน 45% และจะขายในกิโลกรัมละ 50 บาทเท่านั้นให้เพียงแค่ 2 3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักปลาวันละ 1 ครั้งก็พอ ซึ่งในตอนนี้ทางบ่อเลี้ยงของศูนย์เพราะเลี้ยงก็มีจำนวนด้วยกัน 10 บาทซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบ่อปูนซีเมนต์มีขนาด 120 ตารางเมตรสามารถเลี้ยงปลาได้ประมาณ 1,000 ตัว และใช้วิธีเปลี่ยนน้ำจากลำห้วยเขาบ่อ แทน

และในเรื่องของความสะอาดนั้นถือว่าจำเป็นต้องคำนึงถึงเป็นพิเศษต้องหมั่นทำความสะอาดบ่อเลี้ยงและไล่น้ำออก ถอดท่อ และระบายน้ำบางส่วน ออกจากนั้นก็ทำการเติมน้ำใหม่และระบบน้ำก็ให้ใช้เป็นระบบน้ำธรรมชาติและจะต้องเป็นน้ำที่มาจากความเย็นบนพื้นที่สูงโดยนางแบบนี้จะต้องอยู่ในเขตป่าและอุทยานเท่านั้นซึ่งเอกชนไม่สามารถเข้าถึงได้

ซึ่งปลา 1 ตัวให้ไข่ประมาณ 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวเช่นปลาอายุ 8 ปีมีน้ำหนัก 10 กิโลกรัมสามารถออกไข่ได้ 1-1.5 กิโลกรัม รักใครจะสามารถออกไข่ได้จริงคือในช่วงเดือนกันยายนถึงเมษายนของทุกปีและมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 50,000 บาทเลยทีเดียว

ในเรื่องของการแปรรูปไข่ปลาคาเวียร์ซึ่งทางศูนย์เองก็มีกระบวนการในการแปรรูปโดยนำไข่มาผสมกับเกลือและต้องเป็นเกลือคุณภาพสูงจากฟาร์มทะเลได้รับผลิตตาม Order ของลูกค้าซึ่งในตอนนี้อาจจะยังน้อยเพราะว่าไข่ปลาคาเวียร์ในประเทศไทยยังใหม่สำหรับร้านค้าเป็นอย่างมากและในบางส่วนก็ยังไม่เชื่อมั่นในรสชาติไทยที่ผลิตในประเทศไทยด้วย

 

“ยังติดรับประทานของนอกอยู่ ลูกค้าของเราส่วนใหญ่เป็นโรงแรม นำไปรังสรรค์เมนูและใช้ประดับอาหารราคาแพง” และมีความเชื่อว่าไข่ปลาคาเวียร์เป็นอาหารของชนชั้นสูง บ่งบอกถึงฐานะ บางตำราเล่าว่าผู้ดีมีเงินมักนำไข่ปลาคาเวียร์ให้ลูกน้อยรับประทานตอนไม่สบาย เพราะถือว่าเป็นของดีสุดยอดอาหาร” คุณสมพร บอก

ซึ่งการเพาะเลี้ยงปลาพันธุ์นี้ก็ถือว่าเป็นอาชีพใหม่ที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะยังมีคนรวยหลายๆคนมักจะชอบรับประทานไข่ของมันแต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือการลงทุนที่มากพอสมควรอีกทั้งยังต้องคำนึงถึงพื้นที่ในการเลี้ยงและคำนึงถึงการตลาดในเอกชนและเกษตรกรอีกด้วยซึ่งสำหรับชาวเกษตรกรคนไหนสนใจก็สามารถติดต่อศึกษาความรู้หรือไปเยี่ยมชมงานได้ที่ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริดอยดำ อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ โทร. (081) 724-4516 ได้เลย

ไม่พลาดข่าวสาร กดแอดไลน์ ติดตามเรา

เพิ่มเพื่อน

Leave a Reply